หลักการออกแบบห้องครัว (Kitchen Design)

หลักการออกแบบห้องครัว (Kitchen Design) “ครัว” ถือได้ว่า เป็นพื้นที่ ที่สำคัญอีกห้องหนึ่ง ในบ้าน ในอดีต อาจมีจุดประสงค์หลัก เพื่อทำอาหาร อย่างจริงจัง ห้องครัวนั้น เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่ สำหรับทำกิจกรรม เป็นมุม รวมตัว ของคนในครอบครัว หรือ พบปะสังสรรค์ ระหว่าง ญาตติสนิท รับออกแบบบ้าน

ครัวจึงกลายเป็น ศูนย์กลางของบ้าน แบบห้องครัว ในยุคนี้ จึงเน้นที่ ความสะดวกสบาย เพื่อให้การทำครัว เป็นเรื่องน่าสนุก และตอบสนอง การใช้งาน ได้ดี สำหรับผู้ที่ตั้งใจ อยากลงมือ ออกแบบ และ จัดวางพื้นที่ครัว ในบ้านแบบง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

หลักการออกแบบห้องครัว (Kitchen Design) คือ การออกแบบวางแบบผังพื้นที่ ห้องครัว ในภาพรวม ให้มีความเหมาะสม ได้อย่างเต็มศักยภาพ ถูกต้องตามหลัก สุขลักษณะ สร้างความสะดวกสบาย ให้ความปลอดภัย ในการใช้งาน และเป็นการ ช่วยยกระดับ สุขอนามัยที่ดี โดยมีองค์ประกอบหลัก ในการออกแบบ ดังนี้

หลักการออกแบบห้องครัว (Kitchen Design)

หลักการออกแบบห้องครัว (Kitchen Design)

– ตำแหน่งที่ตั้ง (Area)

การกำหนด พื้นที่ตั้ง ของห้องครัว จะต้องคำนึงถึง ปัญหา เรื่องการใช้งาน เป็นหลัก ตำแหน่งของห้องครัว ไม่ควรอยู่ใกล้กับ ส่วนที่เป็นมุมพักผ่อน หรือ มุมที่ต้องการความสงบ เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือ ห้องทำงาน ฯลฯ เนื่องจาก การประกอบอาหารนั้น อาจมีเสียง และ กลิ่น ที่เกิดจากการ ประกอบอาหาร มารบกวนได้

นอกจากนี้ ตำแหน่งที่ตั้ง ของห้องครัว ยังมีผลในเรื่องของ ความสะอาด และสุขอนามัยที่ดี ซึ่งจะต้องเป็นพื้นที่ ที่มีอากาศถ่ายเท ได้อย่างสะดวก ไม่อับชื้น เพื่อไม่ให้เกิด แหล่งสะสมเชื้อโรค และจะต้องมีทางเดิน ที่สะดวก ในการเดินเข้า พื้นที่ครัว

– แสงสว่าง (Lighting)

การออกแบบ แสงสว่าง ในพื้นที่ห้องครัว ถือได้ว่า เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ ที่จะต้องพิจารณา เป็นลำดับต้น ๆ แสงธรรมชาติ ที่ส่องผ่าน เข้ามา จากช่องเปิด หรือ หน้าต่าง นอกจาก จะให้แสงสว่าง ที่นุ่มนวล สบายตา แล้ว ยังเป็นช่องระบายอากาศ ที่ดีอีกด้วย

การมีแสงสว่าง และการระบายอากาศ ที่เหมาะสม จะทำให้ครัว ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ และไม่มีปัญหา เรื่องความอับชื้น อีกทั้งยัง ให้อุณหภูมิความร้อน (โดยเฉพาะ แสงแดดในช่วงบ่าย) ที่สามารถช่วยยับยั้ง การเจริญเติบโต ของเชื้อโรค ได้ดีอีกด้วย

ในกรณีที่ ภายในห้องครัวมีช่องเปิด หรือ มีหน้าต่างค่อนข้างน้อย จนทำให้มีแสงสว่าง ไม่เพียงพอ ซึ่งอาจก่อให้เกิด อันตราย ในระหว่างปรุงอาหาร หรือ ประกอบอาหารได้ ไม่สะดวกเท่าที่ควร ดังนั้น ควรติดตั้งไฟ เพื่อส่องสว่างเพิ่มเติม ให้แสงกระจาย ไปยังจุดต่าง ๆ ได้ภายในครัว

– การถ่ายเทอากาศ (Ventilation)

พื้นที่ห้องครัว ภายในบ้าน พักอาศัยทั่วไป ถ้าหากมีช่องเปิด หรือ มีหน้าต่าง ที่เพียงพอ ย่อมเป็นผลดี (ส่วนมาก นิยมใช้หน้าต่าง แบบบานเปิด หน้าต่างบานเลื่อน หรือ หน้าต่างบานกระทุ้ง) เพราะนอกจาก จะเป็นช่องให้แสงธรรมชาติ ส่องผ่านเข้ามา ได้อย่างเพียงพอแล้ว ยังเป็นช่อง ระบายอากาศ ที่จะช่วย ให้พื้นที่ครัว มีอากาศถ่ายเท อยู่ตลอดเวลา

จึงทำให้ ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ และไม่มีปัญหา เรื่องความชื้น อีกทั้งยัง ช่วยลดการสะสมตัว ของเชื้อโรค เชื้อรา และแบคทีเรีย ได้อีกด้วย แต่ในกรณีที่ ห้องครัวอยู่ในอาคาร ชุดที่มีพื้นที่จำกัด หรือ อาคารสาธารณะ เช่น

– อพาร์ทเมนต์
– คอนโดมิเนียม
– โรงแรม

อาจมีช่องเปิด หรือ หน้าต่าง ในพื้นที่ครัว ค่อนข้างน้อย หรือ ไม่มีช่องเปิดเลย จึงจำเป็นต้อง ติดตั้งระบบ ระบายอากาศ เพิ่มเติม เพื่อช่วยดูดควัน หรือ กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ออกไปยัง ด้านนอกอาคาร และช่วยถ่ายเทอากาศ ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วย ลดความอับชื้น กลิ่นเหม็นอับ และการสะสม ของเชื้อโรค ได้ดียิ่งขึ้น

หลักการออกแบบห้องครัว (Kitchen Design)

หลักการออกแบบห้องครัว (Kitchen Design)

– พื้น (Floor)

การออกแบบ ตกแต่งพื้นห้องครัว ควรออกแบบ ให้ลดระดับ ต่ำกว่าพื้นห้องอื่น ๆ ประมาณ 5 ถึง 10 เซนติเมตร และจะต้องมี องศาพื้น ที่ลาดเอียงเล็กน้อย ซึ่งจะช่วยให้ การระบายน้ำ สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น การออกแบบพื้นห้องครัว ในลักษณะนี้ ก็เพื่อความสะดวก เวลาทำความสะอาดพื้น หรือ ล้างพื้น

เพื่อป้องกัน ไม่ให้น้ำ ที่ใช้ในการล้าง ทำความสะอาด ใหลไปเปรอะเปื้อน ห้องอื่น ๆ เนื่องจาก เวลาที่ปรุงอาหาร พื้นจะเป็นส่วนที่ สกปรกได้ง่าย จากคราบวัตถุดิบ ที่ใช้ปรุงอาหาร ซึ่งมักจะหล่น ลงสู่พื้น ในระหว่างปรุงอาหาร

แต่ในกรณี ที่ห้องครัว อยู่ในอาคารชุด ที่มีพื้นที่จำกัด เช่น อพาร์ทเมนต์ หรือ คอนโดมิเนียม ซึ่งไม่สามารถ ลดระดับ เพื่อล้างพื้นได้ มักนิยม ทำเป็นครัวฝรั่ง มากกว่า เป็นครัวไทย เพราะมีกรรมวิธี ปรุงอาหาร ที่เรียบง่ายกว่า และมีความสกปรก น้อยกว่า ซึ่งจะทำให้ง่าย ต่อการทำความสะอาด

ห้องครัว ถือเป็นพื้นที่ ที่มีการใช้งาน ค่อนข้างหนัก วัสดุที่เหมาะสม กับการปูพื้นห้องครัวนั้น ควรเป็นวัสดุ ที่แข็งแรง ทนทาน สามารถรองรับ น้ำหนักได้ดี ทนทาน ต่อรอยขีดข่วน ทนความร้อน ทนความชื้น ทนกรดด่าง หรือ สารเคมีต่าง ๆ และดูแลรักษา ทำความสะอาด ได้อย่างง่าย เช่น กระเบื้อง ที่มีพื้นผิว ไม่มัน หรือ ด้านจนเกินไป หรือ พื้นหินขัด

แม้พื้นไม้จริง พื้นลามิเนต หรือ พื้นกระเบื้องยาง จะมีความสวยงาม แต่ในแง่การใช้งานจริง มักจะทำความสะอาด ได้ยากมาก และไม่ค่อยทนทาน แต่ถ้าหาก อยากจะนำมา ใช้งานจริง ๆ ควรนำมา ใช้งานในครัวฝรั่ง เพราะมีกรรมวิธี ในการปรุงอาหาร ที่เรียบง่ายมากกว่า และมีความสกปรก น้อยกว่าครัวไทย

– ผนัง (Wall)

การออกแบบ ตกแต่ง ผนังห้องครัว ถ้าหากทาสี แนะนำว่า ควรใช้สีน้ำมัน หรือ สีอะครีลิค กึ่งเงา แทนการใช้ สีน้ำพลาสติค สำหรับทาภายใน ทั่ว ๆ ไป เนื่องจาก สามารถทำความสะอาด คราบเขม่า คราบควัน ที่เกิดจาก การปรุงอาหาร ได้ง่ายกว่า สีทาบ้าน แบบทั่ว ๆ ไป

แต่ถ้าหาก เลือกใช้วัสดุ ตกแต่งปิดผิวผนัง ควรใช้วัสดุ ที่ทนทาน ต่อรอยขีดข่วน ทนความร้อน และมีพื้นผิวมัน เพื่อความสะดวก ในการกำจัด คราบสกปรก จากการปรุงอาหาร เช่น กระเบื้องเคลือบ ที่มีพื้นผิว ไม่มัน หรือ ด้านจนเกินไป กระจกเคลือบสี หรือ คริสตัลบอร์ด

– ท็อปเคาน์เตอร์ (Top Counter)

การออกแบบ ตกแต่ง ท็อปเคาน์เตอร์ครัว ควรมีความลึก อย่างน้อย 60 เซนติเมตร และสูงจากพื้น ถึงท็อป 90 ถึง 105 เซนติเมตร ในบริเวณขอบ ควรลบมุมขอบ เพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดอันตราย ต่อผู้ใช้งาน เวลาเกิดการชน หรือ การกระแทก โดยไม่ตั้งใจ ควรใช้วัสดุที่

– แข็งแรง
– ทนทาน
– สามารถรับน้ำหนัก แรงกดได้ดี
– ทนทานต่อ รอยขีดข่วน
– ไม่แตกหักง่าย
– ทนความร้อน
– ทนความชื้น
– ทนกรดด่าง หรือ สารเคมีต่าง ๆ
– มีพื้นผิวมัน เพื่อความสะดวก ในการกำจัดคราบสกปรก จากการปรุงอาหาร เช่น สแตนเลส ปูนซีเมนต์เปลือย หินแกรนิต หินสังเคราะห์ ลามิเนตแรงอัดสูง (HPL) หรือ คริสตัลบอร์ด

– ฝ้าเพดาน (Ceiling​​​​​​​)

การออกแบบ ฝ้าดานห้องครัว ควรมีความสูง จากพื้นห้อง ถึงฝ้าเพดาน ไม่น้อยกว่า 2.5 เมตร เพื่อความสะดวก ในการถ่ายเทอากาศ และวัสดุที่ใช้ ควรเป็นแบบแผ่นเรียบ ที่ดูแลทำความสะอาด ได้อย่างง่าย ทนความร้อน ทนความชื้น ได้ดีในระดับหนึ่ง และเป็นวัสดุ ที่ไม่ติดไฟ เช่น ยิปซั่มบอร์ด ไฟเบอร์ซีเมนต์ ฯลฯ

ลักษณะพื้นที่ใช้สอยแบบต่าง ๆ ของห้องครัว แบ่งออกได้ 3 Zone ดังนี้

หลักการออกแบบห้องครัว (Kitchen Design)

– Zone ที่ 1 : พื้นที่สำหรับเก็บของ ทั้งของสด และ ของแห้ง องค์ประกอบหลัก ของพื้นที่ส่วนนี้ คือ ที่เก็บวัตถุดิบ ทั้งแบบสด และ แบบแห้ง ประกอบด้วย
– ตู้ และชั้นลอย (สำหรับเก็บของแห้ง)
– ตู้เย็น (สำหรับเก็บของสด) ควรจัดวาง ให้ห่างจาก ผนังอย่างน้อย 15 เซนติเมตร เพื่อให้ตู้เย็น มีพื้นที่รอบ ๆ สำหรับระบายความร้อน ได้อย่างเหมาะสม

ในการออกแบบ พื้นที่ส่วนนี้ ควรจัดให้อยู่ใกล้กับ บริเวณทางเข้า ห้องครัว มากที่สุด และเพื่อความสะดวก ในการหยิบจับ ใช้สอยได้ง่าย จึงควรแยก ชนิดวัตถุดิบต่าง ๆ อย่างชัดเจน

– Zone ที่ 2 : พื้นที่สำหรับล้าง และทำความสะอาด องค์ประกอบหลัก ของพื้นที่ส่วนนี้ คือ ซิงค์ล้างจาน และ ที่พักจาน ในการออกแบบ ควรจัดพื้นที่ สำหรับล้าง และ ทำความสะอาด ให้อยู่ใกล้กับ ช่องเปิด หรือ หน้าต่าง สำหรับให้อากาศถ่ายเท ได้สะดวก เพื่อป้องกันเชื้อรา และ กลิ่นเหม็นอับ

นอกจากนี้ ควรจัดวาง อยู่ในบริเวณ ใกล้เคียงกับ ตู้เย็น เพราะจะสะดวก ต่อการ จัดเตรียมวัตถุดิบ เช่น สามารถนำ วัตถุดิบสด เช่น เนื้อ ผักประเภทต่าง ๆ หรือ ผลไม้ มาล้างทำความสะอาด ก่อนปรุงอาหาร ได้อย่างสะดวก

– Zone ที่ 3 : พื้นที่สำหรับ เตรียมของ และ ปรุงอาหาร องค์ประกอบหลัก ของพื้นที่ส่วนนี้ ประกอบด้วย
– ท็อปครัว (สำหรับเตรียมอาหาร)
– พื้นที่เตาประกอบอาหาร และเครื่องดูดควัน สำหรับถ่ายเทอากาศ (สำหรับปรุงอาหาร)
– เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น เครื่องปั่น ตู้อบ หรือ ไมโครเวฟ ฯลฯ (สำหรับปรุงอาหารด้วยกรรมวิธีอื่น ๆ นอกเหนือจาก เตาประกอบอาหาร) ออกแบบห้องครัวโมเดิร์น

ในการออกแบบ พื้นที่ส่วนนี้ ควรจัดวาง เตาปรุงอาหาร และ เครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภทต่าง ๆ ให้อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ในระยะที่เดินได้ไม่เกิน 1 ถึง 2 เมตร และไม่ควรมีสิ่งกีดขวาง เพื่อความสะดวก และความปลอดภัยในการใช้งาน

By cook

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *